เข้าโรงรับจำนำยุคใหม่ไม่ต้องหลบอีกต่อไป
ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา หากใครไม่ปรับตัว หรือปรับตัวตามไม่ทันย่อมตามไม่ทันหรือตกยุค โรงรับจำนำก็เช่นกัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการรับจำนำให้ออกมามีรูปแบบใหม่ ออกแบบการบริการที่สะดวกขึ้น และโรงรับจำนำในปัจจุบันก็เข้าถึงง่ายกว่าแต่ก่อนมาก ส่วนภาพลักษณ์ของโรงรับจำนำก็เปลี่ยนไปมาก จากผู้ใช้บริการที่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆเมื่อนำสินทรัพย์ไปจำนำ ปัจจุบันกลายมาเป็นสถานที่ที่เข้าถึงได้ง่าย และสามารถไว้ใจได้หากจะมาใช้บริการทางด้านการเงิน
โรงรับจำนำคืออะไร
คำว่า “โรงรับจำนำ” ถ้าแปลตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 มีความหมายว่า สถานที่รับจำนำซึ่งประกอบการรับจำนำสิ่งของเป็นประกัน หนี้เงินกู้เป็นปกติธุระ แต่ละรายมีจำนวนเงินไม่เกินหนึงแสนบาท และหมายความรวมตลอดถึงการรับหรือซื้อสิ่งของโดยจ่ายเงินให้สำหรับรับสิ่งของนั้นเป้นปกติธุระ แต่ละรายมีจำนวนเงินไม่เกินหนึ่งแสนบาท โดยมีข้อตกลงหรือเข้าใจกันโดยตรงหรือโดยปริยายว่าจะได้ไถ่คืนในภายหลังด้วย
ซึ่งโรงรับจำนำนั้นเริ่มต้นมาจากชาวจีน ที่ได้มาตั้งโรงรับจำนำแห่งแรกในประเทศไทย ชื่อร้านโรงรับจำนำย่องเซี้ยง ปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นโรงรับจำนำสำราญราษฎร์ ซึ้งย้อนไปตอนนั้นคิดดอกเบี้ยในการจำนำเพียง 12.5 สตางค์ และถูกกว่าการกู้ยืมกับคนด้วยกันเองอีกด้วย ดอกเบี้ยก็ถูกกว่าท้องตลาดถึงครึ่งหนึ่ง จึงทำให้ผู้ที่มีปัญหาทางด้านการเงินหันมาใช้บริการโรงรับจำนำกันเป้นอย่างมาก และโรงรับจำนำก็กลายเป็นที่รู้จักในนามของสถานที่ที่ให้บริการทางด้านการเงินโดยนำสินทรัพย์มาแลกเปลี่ยน
โรงรับจำนำของรัฐบาลกับโรงรับจำนำเอกชนแตกต่างกันอย่างไร
โรงรับจำนำของรัฐลบาลก็จะแบ่งเป็น สถานธนานุบาลซึ่งเป็นดรงรับจำนำที่ดำเนินงานโดยเทศบาล และสถานธนานุเคราะห์เป้นดรงรับจำนำที่ดำเนินงานโดยกรมปรชานุเคราะห์ ส่วนโรงรับจำนำเอกชนก็หมายถึง โรงรับจำนำที่ดำเนินงานโดยเอกชน ที่เป็นเจ้าของ หุ้นส่วน และโรงรับจำนำแต่ละประเภทก็จะมีทั้งสิ่งที่เหมือนและแตกต่างกัน ดังนี้
ระยะเวลาการจำนำ
สำหรับระยะเวลาการจำนำนั้น โรงรับจำนำทั้งองเอกชนและรัฐบาลจะมีกำหนดระยะเวลาการรักษาสินทรัพย์จำนำของผู้ใช้บริการอยู่ที่ 4 เดือน 30 วัน หากขาดการส่งดอกเบี้ยตามกำหนดระยะเวลานี้ แล้วไม่มาไถ่ถอนสินทรัพย์ สินทรัพย์ก็จะหลุดจำนำตกเป็นของโรงรับจำนำที่เตรียมจะขาดทอดสู่ตลาด
การประเมินราคาสินทรัพย์ที่มาจำนำ
การประเมินราคาของโรงรับจำนำเอกชนจะมีปัจจัยในการพิจารณาที่หลากหลาย ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับความนิยม
ณ ขณะนั้น รวมถึงสภาพการใช้งานของสินทรัพย์ด้วย และการประเมินของโรงรับจำนำเอกชนก็ขึ้นอยู่กับระบบกลไกของตลาดด้วย ที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่าง ราคาทองคำ ราคาเพชร ราคาโทรศัพท์มือถือ เพราะจะมีการปรับราคาอยู่เสมอ
ส่วนโรงรับจำนำรัฐบาลก็จะรับจำนำสิ่งของที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ทองคำ นาก เงิน เพชร ที่เป้นรูปพรรณ ตั๋วฉบับไม่เกิน 100,000 บาท และนอกจากนั้นก็รับจำนำสิ่งของเบ็ดเตล็ดอย่าง กล้องถ่ายรูป นาฬิกา แว่นตา กระเป๋า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือช่าง เป็นต้น ตั๋วฉบับไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งสามารถไถ่ถอนคืนก่อนครบกำหนดเวลาได้ หรือสามารถเพิ่มเงินต้นก็ได้หากยังไม่ครบตามที่ประเมินราคากันไว้
จะเห็นได้ว่าโรงรับจำนำนันเป็นตัวช่วยที่ดีทางด้านการเงินได้ เพราะมีรูปแบบการบริการที่เข้าถึงง่าย ปัจจุบันการเข้าโรงรับจำนำไม่ใช่เรื่องที่น่าอายและต้องหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป ให้คุณมองโรงรับจำนำเป็นเหมือนเพื่อนที่จะคอยช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างหากมีปัญหาทางด้านการเงิน แบบฉุกเฉินและเร่งด่วน ส่วนใครที่อยากใช้บริการโรงรับจำนำก็ควรศึกษาข้อมูลให้ดี แล้วเลือกใช้บริการ อาจจะเป็นโรงรับจำนำที่อยู่ใกล้บ้านคุณมากที่สุดเพื่อความสะดวก

Comments
Post a Comment